
สวัสดีครับ
ผม นพ. โจ ฮยอก-ชาน ผู้อำนวยการ Cleor Clinic สาขาอึยจองบู ครับ
หลังจากเข้ารับการทำเลเซอร์
มีหลายท่านที่มักจะพูดว่า
"ทำเลเซอร์เม็ดสีไปแล้วแท้ๆ
แต่ฝ้ายังเหมือนเดิมเลย"
"ทำโปรแกรมกระชับรูขุมขนไปตั้งหลายครั้ง
ทำไมถึงมีแค่ฉันที่ไม่เห็นผลล่ะ?"
เมื่อผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง หลายคนมักจะโทษตัวเครื่องหรือโทษคลินิกก่อน
แต่ในความเป็นจริง สาเหตุอาจมาจากปัจจัยอื่นได้บ่อยครั้ง
นั่นคือการที่สภาพผิว
ไม่ได้รับการวิเคราะห์อย่างถูกต้องก่อนเริ่มทำหัตถการนั่นเอง
แม้จะดูเหมือนฝ้าและเข้ารับการรักษาฝ้า
แต่จริงๆ แล้วอาจเป็นจุดด่างดำ หรือคิดว่าเป็นเม็ดสีที่ชั้นหนังกำพร้า
แต่กลับเป็นเม็ดสีที่ฝังลึกอยู่ในชั้นหนังแท้
หากเริ่มต้นผิดจุด ต่อให้เป็นหัตถการที่ดีแค่ไหน
ก็ยากที่จะเห็นผลลัพธ์ตามที่คาดหวัง
ดังนั้นที่ Cleor Clinic สาขาอึยจองบู
เราจึงเริ่มด้วยการวิเคราะห์ผิวด้วยเครื่อง Mark-Vu ก่อนทำหัตถการเสมอ
วันนี้เราจะมาเจาะลึกว่า Mark-Vu คือเครื่องอะไรกันแน่
จำเป็นต้องใช้ก่อนทำหัตถการประเภทไหนเป็นพิเศษ
ไปจนถึงวิธีการนำมาใช้ติดตามผลหลังทำหัตถการ
โดยจะอธิบายให้ฟังเหมือนกำลังนั่งปรึกษาอยู่กับคุณหมอเลยครับ

Mark-Vu คือเครื่องอะไร?
Mark-Vuคือ
ระบบวินิจฉัยผิวหนังที่ใช้กล้องความละเอียดสูงถึง 18 ล้านพิกเซล
ร่วมกับแหล่งกำเนิดแสง LED 4 ประเภท
เพื่อถ่ายภาพและวิเคราะห์สภาพผิวอย่างละเอียดแม่นยำ
จุดที่แตกต่างจากเครื่องวินิจฉัยผิวทั่วไปมากที่สุด
คือระบบของแหล่งกำเนิดแสง
เครื่องวินิจฉัยผิวส่วนใหญ่มักจะใช้
ระบบแฟลชที่ปล่อยแสงจ้าออกมาในชั่วขณะ
การใช้แฟลชอาจทำให้เกิดการสะท้อนของแสง
ทำให้ผิวดูดีกว่าความเป็นจริง
หรือในทางกลับกัน อาจเกิดความผิดเพี้ยนที่ทำให้ดูแย่เกินจริงได้
แต่ Mark-Vu ใช้แหล่งกำเนิดแสง LED แบบต่อเนื่อง (Continuous Light Source)
พูดง่ายๆ ก็คือเหมือนกับการถ่ายภาพภายใต้แสงไฟฟลูออเรสเซนต์ที่เป็นธรรมชาติ
ในสภาวะที่แสงสม่ำเสมอและกระจายตัวอย่างทั่วถึง
เพื่อบันทึกสภาพผิวตามความเป็นจริงนั่นเองครับ
นอกจากนี้ 👉ยังมีการเพิ่มฟิลเตอร์โพลาไรซ์ (Polarizing Filter) เพื่อตรวจจับสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า
เช่น ริ้วรอยเล็กๆ, เม็ดสีในชั้นผิวลึก
รวมถึงขอบเขตของอาการหน้าแดงได้อย่างละเอียดอีกด้วย

แหล่งกำเนิดแสงทั้ง 4 ประเภท ใช้ดูอะไรบ้าง?
หัวใจสำคัญของ Mark-Vu
คือการที่แสงแต่ละประเภทให้ข้อมูลผิวที่แตกต่างกัน
แสงปกติ (Normal Light)
เป็นโหมดการถ่ายภาพพื้นฐานที่สุด
แสดงสภาพผิวที่ใกล้เคียงกับที่มองเห็นด้วยตาเปล่า
เพื่อตรวจสอบสภาพผิวโดยรวม, ขนาดรูขุมขน,
เนื้อผิว และสีผิว
ใช้สำหรับบันทึกสภาพผิว
เพื่อเป็นค่ามาตรฐานก่อนเริ่มทำหัตถการ
แสงเงา (Specular Light)
ช่วยเพิ่มการสะท้อนของพื้นผิวให้สูงสุด
เพื่อให้เห็นการกระจายตัวของซีบัมและลักษณะความไม่เรียบเนียนของผิวได้อย่างชัดเจน
นอกจากจะช่วยวิเคราะห์ประเภทผิวในปัจจุบันแล้ว
ยังมีคุณสมบัติเด่นในการทำนาย
ริ้วรอยในอนาคตที่ยังไม่เกิดขึ้นได้อีกด้วย
แสงยูวี (UV Light)
เป็นโหมดที่ดึงปัญหาที่ซ่อนอยู่และมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า
ให้ปรากฏขึ้นมา
สามารถตรวจสอบได้ทั้งเม็ดสีเมลานินที่แฝงตัวอยู่ในชั้นผิว
ไปจนถึงร่องรอยที่เกิดจากเชื้อสิว (Porphyrin)
ผ่านแสงประเภทนี้
แสงโพลาไรซ์ (Polarized Light)
เป็นวิธีการยับยั้งการสะท้อนของพื้นผิว
เพื่อเน้นให้เห็นเฉพาะเม็ดสีอย่างชัดเจน
สามารถแยกแยะเม็ดสีในชั้นหนังกำพร้าและชั้นหนังแท้ออกเป็นชั้นๆ ได้
รวมถึงระบุขอบเขตของอาการหน้าแดง, เม็ดสีน้ำตาล, ฝ้าที่ฝังลึกในชั้นหนังแท้
และรอยคล้ำใต้ตาได้
จากการรวบรวมข้อมูลของแสงทั้ง 4 ประเภทนี้
จะสามารถวิเคราะห์ปัญหาผิวได้มากกว่า 12 ประการในครั้งเดียว เช่น รูขุมขน, ริ้วรอย, ริ้วรอยในอนาคต, รอยดำ,
เมลานิน, โทนสีผิว, รอยคล้ำใต้ตา, อาการหน้าแดง,
เม็ดสีน้ำตาล, ซีบัม, พอร์ไฟริน และความกระจ่างใส
วิเคราะห์ปัญหาผิวได้มากกว่า 12 ประการในครั้งเดียว

จำเป็นต้องใช้ก่อนทำหัตถการประเภทไหนเป็นพิเศษ?
ผู้ที่กำลังพิจารณาทำเลเซอร์เม็ดสี
แม้ฝ้าและจุดด่างดำจะดูคล้ายกันจากภายนอก
แต่ชั้นผิวที่เกิดและสาเหตุนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
การวิเคราะห์ผ่านแสงยูวีและแสงโพลาไรซ์จะช่วยให้ทราบว่า
เม็ดสีอยู่ในชั้นหนังกำพร้าหรือชั้นหนังแท้
และฝังลึกแค่ไหน
ซึ่งต้องตรวจสอบก่อนเพื่อเลือกเลเซอร์ที่เหมาะสม
หากเริ่มทำโดยไม่มีขั้นตอนนี้
อาจเกิดกรณีที่ได้รับการรักษาด้วยเลเซอร์
ที่มีความยาวคลื่นไม่ตรงกับปัญหาได้
ผู้ที่กำลังจะทำหัตถการยกกระชับ (Lifting)
หัตถการที่ดูแลเรื่องความยืดหยุ่นและความหย่อนคล้อยอย่าง Ulthera หรือ Thermage
การประเมินความหนาของผิวและสภาวะความยืดหยุ่นในปัจจุบัน
มีผลสำคัญอย่างมากต่อการวางแผนการรักษา
ข้อมูลก่อนทำที่บันทึกด้วย Mark-Vu
ยังใช้เป็นจุดอ้างอิงเพื่อเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงในภายหลังได้อีกด้วย
ผู้ที่กำลังพิจารณาทำหัตถการรูขุมขนและซีบัม
สามารถตัดสินใจแนวทางการรักษาได้หลังจากตรวจสอบการกระจายตัวของซีบัมและขนาดรูขุมขน
อย่างเป็นรูปธรรมด้วยการวิเคราะห์จากแสงเงา
"รูขุมขนกว้าง แต่ไม่รู้ว่ากว้างแค่ไหน
กันแน่" มีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีความกังวลนี้
ผู้ที่มีผิวแพ้ง่ายและไม่แน่ใจว่าสามารถทำหัตถการอะไรได้บ้าง
หากประเมินค่าอาการหน้าแดงและความบอบบางของผิวก่อน
จะช่วยให้แพทย์ตัดสินใจได้อย่างปลอดภัยยิ่งขึ้นว่า
ควรทำหัตถการประเภทใดและใช้ความเข้มข้นระดับไหน
ในสภาพผิวปัจจุบัน

สามารถใช้ติดตามผลหลังทำหัตถการได้เช่นกัน
อีกหนึ่งบทบาทสำคัญของ Mark-Vu
คือการเปรียบเทียบก่อนและหลังทำหัตถการ
เนื่องจากมีการบันทึกภาพที่ถ่ายภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน
แยกตามวันที่
และนำภาพทั้งสองมาวางเปรียบเทียบกัน
จึงไม่ใช่แค่ความรู้สึกที่คลุมเครือว่า "เหมือนจะดีขึ้นนะ
แต่ไม่รู้ว่าเปลี่ยนไปแค่ไหน"
แต่เป็นการยืนยัน
อย่างเป็นรูปธรรมผ่านตัวเลขและรูปภาพว่าความเข้มของเม็ดสี, ขนาดรูขุมขน และขอบเขตของอาการหน้าแดง
เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร
ได้อย่างชัดเจน
โดยเฉพาะหัตถการที่เห็นผลอย่างค่อยเป็นค่อยไป
เช่น เลเซอร์เม็ดสีหรือการรักษารูขุมขน
การเปรียบเทียบก่อน-หลังด้วย Mark-Vu จะยิ่งมีประโยชน์และเห็นภาพชัดเจนมากขึ้น
ขั้นตอนการวิเคราะห์ด้วย Mark-Vu เป็นอย่างไร?
เริ่มจากทำความสะอาดผิวหน้าให้สะอาด
จากนั้นนั่งลงที่หน้าเครื่อง Mark-Vu
เพื่อถ่ายภาพด้วยแสงทั้ง 4 ประเภทตามลำดับ
ใช้เวลาถ่ายภาพไม่นาน
และไม่มีขั้นตอนที่สัมผัสผิวหรือก่อให้เกิดการระคายเคือง
จึงสามารถรับบริการได้อย่างสบายใจครับ
เมื่อถ่ายภาพเสร็จสิ้น คุณจะได้ดูภาพผลการวิเคราะห์และตัวเลขไปพร้อมๆ กับทีมแพทย์
เพื่อตรวจสอบว่าปัญหาผิวใดที่ควรได้รับการแก้ไขเป็นอันดับแรก
และหัตถการใดที่เหมาะสมกับสภาพผิวในปัจจุบันมากที่สุด
ร่วมกับทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

⚠️ ข้อควรระวัง
เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำที่สุด ก่อนการถ่ายภาพด้วย Mark-Vu ควรทำความสะอาดผิว
ให้ปราศจากมอยส์เจอไรเซอร์, ครีมกันแดด และเครื่องสำอาง
หากมีผลิตภัณฑ์หลงเหลืออยู่บนผิว อาจส่งผลต่อการตอบสนองของแสง
และทำให้ผลการวิเคราะห์คลาดเคลื่อนจากสภาพผิวจริงได้
นอกจากนี้ Mark-Vu เป็นเครื่องมือวิเคราะห์เพื่อประเมินสภาพผิว
และกำหนดแนวทางการรักษาเท่านั้น
การตัดสินใจเลือกหัตถการขั้นสุดท้ายตามผลการวิเคราะห์
จะต้องผ่านการปรึกษาโดยตรงกับทีมแพทย์เสมอ
❓ คำถามที่พบบ่อย
Q. การวิเคราะห์ด้วย Mark-Vu สามารถรับบริการได้ทุกคนหรือไม่?
A. ใช่ครับ ตั้งแต่ผู้ที่มีปัญหาผิว
ไปจนถึงผู้ที่เพียงแค่อยากทราบสภาพผิวของตนเอง
ก็สามารถรับบริการได้ทุกคนครับ
หลายท่านมักจะเข้ารับการวิเคราะห์เพื่อประเมินสภาพผิวก่อน
ที่จะตัดสินใจทำหัตถการครับ
Q. ช่วยแยกแยะระหว่างฝ้าและจุดด่างดำได้จริงไหม?
A. ด้วยการวิเคราะห์จากแสงยูวีและแสงโพลาไรซ์ ทำให้สามารถตรวจสอบเม็ดสีในชั้นหนังกำพร้าและชั้นหนังแท้แยกกันได้
จึงช่วยเป็นข้อมูลอ้างอิงในการระบุประเภทของเม็ดสี
ที่ยากจะแยกแยะได้ด้วยตาเปล่า
ได้เป็นอย่างดีครับ
อย่างไรก็ตาม การวินิจฉัยที่แม่นยำจะขึ้นอยู่กับการประเมินของทีมแพทย์
โดยอ้างอิงจากผลการวิเคราะห์ครับ
Q. การรับบริการ Mark-Vu หลังทำหัตถการมีข้อดีอย่างไร?
A. คุณสามารถเปรียบเทียบภาพและตัวเลขที่ถ่ายภายใต้เงื่อนไขเดียวกับก่อนทำหัตถการได้แบบเคียงข้างกัน
มีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการยืนยันการเปลี่ยนแปลง
ด้วยข้อมูลที่ชัดเจน ไม่ใช่แค่ความรู้สึกครับ
Q. สามารถทราบอายุผิวได้หรือไม่?
A. สามารถตรวจสอบค่าอ้างอิงสภาพผิว
เมื่อเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยของคนในกลุ่มอายุเดียวกันได้ครับ
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลนี้เป็นเพียงข้อมูลอ้างอิงเท่านั้น
ซึ่งต้องพิจารณาร่วมกับสภาพผิวจริงโดยรวมครับ
ไม่ว่าคุณจะเข้ารับหัตถการใดที่คลินิกผิวหนัง สิ่งที่จำเป็นที่สุดเป็นอันดับแรกคือ
การรู้จักสภาพผิวที่แท้จริงของตนเองในปัจจุบัน
การประเมินว่าส่วนไหนต้องการการดูแลอะไร โดยอ้างอิงจากข้อมูลไม่ใช่ความรู้สึก
นั่นคือหัวใจสำคัญ
ผมเชื่อว่านั่นคือขั้นตอนแรก
ที่จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจครับ
ที่ Cleor Clinic สาขาอึยจองบู เราพร้อมช่วยคุณตรวจสอบและให้คำแนะนำ
ว่าสิ่งที่ผิวของคุณต้องการจริงๆ ในตอนนี้คืออะไร
ผ่านการวิเคราะห์ด้วยเครื่อง Mark-Vu ครับ
หากมีข้อสงสัยประการใด สามารถติดต่อสอบถามเพื่อขอรับคำปรึกษาได้เลยครับ
궁금한 점은 편하게 상담 문의 주세요.
